|
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี
เบญจวรรณ ทองศิริ
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงเป็นพระธิดาองค์ที่ ๑๑ (องค์สุดท้าย)
ของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ฯ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๗ ประสูติจากแม่เจ้าทิพเกสร
เมื่อวันอังคาร เดือน ๑๐ เหนือ (เดือน ๘ ใต้) ขึ้น ๘ ค่ำ ปีระกา พ.ศ. ๒๔๑๖ เวลา
๐๓.๐๐ น. เศษ ที่คุ้มหลวงกลางเมืองนครเชียงใหม่
ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในปัจจุบัน
พระองค์ท่านเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของเจ้าผู้ครองนครทั้งสองฝ่ายดังปรากฏตามสายปฐมวงศ์ต่อไปนี้
พระราชชายาฯ มีเชษฐา และเชษฐภคินี ดังนี้
๑. เจ้าน้อยมหาวัน (กำเนิดจากช่างซอ)
๒. เจ้าน้อยโทน (โตน)
๓. เจ้าแก้วปราบเมือง (ลำดับที่ ๒ และ ๓ กำเนิดจากเจ้าเทพ ณ ลำปาง)
๔. เจ้าน้อยขัติยะ (กำเนิดจากหม่อมฅำ)
๕. เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ (น้อยสุริยะ) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่ ๘
(กำเนิดจากแม่เจ้ารินคำ)
๖. เจ้าแก้วนวรัฐฯ (เจ้าแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่ ๙
๗. เจ้าจอมจันทร์ (ลำดับที่ ๗ และ ๘ กำเนิดจากหม่อมเขียว)
๘. เจ้าหญิงฅำฅ่าย (กำเนิดจากหม่อมฅำ)
๙. เจ้าหญิงฅำห้าง (กำเนิดจากหม่อมป้อม)
๑๐. เจ้าหญิงจันทรโสภา
๑๑. พระราชชายาเจ้าดารารัศมี (ลำดับที่ ๑๐ และ ๑๑ กำเนิดจากแม่เจ้าทิพเกสร)
พ.ศ. ๒๔๒๙ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ฯ ได้ถวายพระธิดาเจ้าดารารัศมีเข้ารับราชการฝ่ายใน
เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕
ทรงมีพระธิดาองค์เดียว คือพระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี ประสูติเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม
พ.ศ. ๒๔๓๒ เจริญพระชนมายุได้เพียง ๓ พรรษาเศษ ก็สิ้นพระชนม์
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลลอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระราชชายาฯ
ได้เสด็จกลับมาประทับ ณ นครเชียงใหม่ ตราบเท่าสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๗๖ ในบรรดาเจ้านายเชื้อพระวงศ์เจ้าเจ็ดตนของนครเชียงใหม่ นอกเหนือจาก
เจ้าหลวง แล้ว
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเป็นเจ้านายที่ทางเป็นที่รู้จักและกล่าวขวัญถึงมากที่สุด
ทั้งนี้นอกเหนือไปจากเป็นผู้ทางดำรงเกียรติยศอันสูงส่งแล้ว
พระองค์ยังทรงประกอบไปด้วยพระปรีชาสามารถในหลายๆ ด้าน อันล้วนแต่ก่อให้เกิดประโยชน์คุณานุประการแก่ล้านนา
ตลอดจนสยามประเทศในขณะนั้น
สำหรับชาวเชียงใหม่และล้านนาทั่วไปแล้ว พระจริยาวัตรอันงดงามกอปรไปด้วยพระเมตตา
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ตลอดจนพระกรณียกิจอันทรงได้กระทำเป็นตัวอย่างในการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของล้านนาได้เป็นที่ประทับใจ
และกล่าวขานสืบต่อกันมาจนกระทั่งปัจจุบัน น่าจะนับได้ว่าการที่วัฒนธรรมล้านนาได้รับการอนุรักษ์สืบต่อกันมาได้เป็นอย่างดี
ก็เนื่องด้วยองค์พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงเป็นผู้นำไว้ในกาลก่อน
ความรักความห่วงใจเมตตาที่ทรงมีต่อราชตระกูลและพระประยูรญาติเป็นล้นพ้น
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ประทับอยู่ในความทรงจำของบรรดาเจ้านายลูกหลาน
จนเป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมา และคงจะมีการบอกเล่ากันสืบต่อไปอย่างไม่รู้จบ
ครั้งทรงพระเยาว์
เมื่อพระราชชายาฯ ทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาอักษรไทยเหนือและไทยกลาง และทรงเข้าพระทัยในขนบธรรมเนียมขัติยประเพณีเป็นอย่างดี
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๖ พระชนมายุย่างเข้า ๑๑ พรรษาเศษ พระบิดาโปรดให้มีพิธีโสกันต์
คราวนั้นพระยาสัมภารกรเป็นข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่ได้ช่วยเป็นธุระในงานโสกันต์ตลอด
ภายหลังเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงพิชิตปรีชากรขึ้นมาทรงจัดตั้งตำแหน่งเสนาทั้งหก
ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระกุณฑลประดับเพชรมาพระราชทานเป็นของขวัญด้วยและโปรดเกล้าฯ
ตั้งให้นางเต็มเป็นแม่นางกัลยารักษ์ ให้นายน้อยบุญทาเป็นพญาพิทักษ์เทวี
ตำแหน่งพี่เลี้ยงทั้งสองคนตั้งแต่ครั้งนั้น
ครั้ง ณ วันจันทร์ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ เหนือ ตรงกับวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๔๒๙ ปีจอ
ได้ตามพระบิดาลงไปเฝ้าทูลละองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ
แล้วเลยอยู่รับราชการฉลองพระเดชพระคุณฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ได้โปรดเกล้าฯ
ให้มีการสมโภชเป็นการรับรองด้วย
ประทับที่กรุงเทพฯ
พระราชชายาฯ ทรงได้รับพระราชทานตำหนักที่ประทับในบริเวณพระบรมมหาราชวัง
ซึ่งต่อมาได้ทรงขอพระราชทานพระราชทรัพย์จากพระบิดา
เพื่อมาต่อเติมพระตำหนักให้พระประยูรญาติที่ตามเสด็จไปอยู่ด้วย
ได้พักอาศัยกันอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ในปัจจุบันพระตำหนักหลังนี้ยังคงมีอยู่
ต่อมาเมื่อภายในพระบรมมหาราชวังได้คับแคบลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงซื้อที่บริเวณที่เป็นสวนดุสิตในปัจจุบัน ทรงโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างตำหนักที่ประทับพระราชทานแก่เจ้าจอมและพระราชวงศ์หลายพระองค์
ในระหว่างที่พระราชชายาฯ เสด็จเยี่ยมนครเชียงใหม่ครั้งแรก ได้มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างพระตำหนักพระราชทานแก่พระราชชายาฯ ด้วยหลังหนึ่ง
ในบริเวณพระราชวังสวนดุสิตมีชื่อว่า สวนฝรั่งกังไส เมื่อพระราชชายาฯ
เสด็จกลับจากเชียงใหม่ได้ไม่ถึงอาทิตย์ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จัดงานสมโภชขึ้นตึกใหม่ ปัจจุบันตำหนักนี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว
ตลอดเวลาที่ประทับรับราชการฝ่ายในอยู่ที่กรุงเทพฯ พระราชชายาฯ
ได้ทรงนำขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมล้านนาไปปฏิบัติด้วย
ทรงโปรดให้ผู้ที่ติดตามพระองค์ไปจากเชียงใหม่แต่งกายตามแบบชาวเหนือ
คือโปรดให้นุ่งผ้าซิ่นสวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบเฉียงและไว้ผมยาวเกล้ามวย
ซึ่งต่างจากการนุ่งโจงกระเบน ไว้ผมสั้นทรงดอกกระทุ่มของชาววังทั้งหลาย
ไม่เฉพาะแต่การแต่งกายเท่านั้น
ภายในพระตำหนักของพระองค์ท่านจะเต็มไปด้วยบรรยากาศล้านนา โปรดให้พูด คำเมือง
มีอาหารพื้นเมืองรับประทานไม่ขาด แม้กระทั่งการ อมเมี่ยง (ใบชาหมัก
นิยมใช้อมหรือเคี้ยวหลังการรับประทานอาหารและยามว่าง)
ซึ่งชาววังเมืองกรุงเห็นเป็นของที่แปลกมาก
ในขณะเดียวกันกับที่พระราชชายาฯ
โปรดที่จะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวเหนือไว้อย่างเคร่งครัด
พระองค์ก็ทรงเกิดพระทัยรับวัฒนธรรมอื่น โปรดให้มีการเล่นดนตรีไทยและสากล
ดำริให้มีการเรียนดนตรีไทยในพระตำหนัก ทั้งตั้งวงเครื่องสายประจำตำหนัก
พระองค์ท่านเองทรงดนตรีได้หลายเครื่อง ทั้งซออู้ ซอด้วง และจะเข้
แต่ที่ทรงโปรดและมีพระปรีชาสามารถมากคือ จะเข้ ไม่เพียงแต่ทรงสนพระทัยในเรื่องการดนตรีเท่านั้น
เรื่องการถ่ายรูปซึ่งเป็นของเล่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาจากต่างประเทศในรัชกาลที่ ๕
ก็ได้รับความสนพระทัยจากพระราชชายาฯ ด้วยเช่นกัน
ทรงสนับสนุนให้พระญาติที่อยู่ด้วยกัน คือ
เจ้าเทพกัญญาได้เรียนรู้และกลายเป็นช่างภาพอาชีพหญิงคนแรกของเมืองไทย
เพราะในสมัยนั้นการถ่ายรูปในวังหลวง โดยเฉพาะการฉายพระรูปเจ้านายฝ่ายในนั้น
ผู้ชายไม่มีโอกาสเข้าไปได้
เจ้าเทพกัญญาจึงเป็นช่างภาพหญิงประจำราชสำนักแต่เพียงผู้เดียว
ตลอดเวลาที่พระราชชายาฯ รับราชการฝ่ายในอยู่นั้น
ทรงมีพระจริยาวัตรปละดำรงพระองค์ได้อย่างเหมาะสม
เป็นที่พอพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงได้รับความรักความเมตตาจากพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์
ตลอดจนข้าราชการผู้ใหญ่น้อยทั่วไปอีกด้วย ซึ่งในตอนหลังแม้ว่าพระราชชายาฯ
ได้เสด็จกลับไปประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวรแล้ว
ยังคงมีความสัมพันธ์ติดต่อเยี่ยมเยียนกันอยู่เสมอ
และเป็นที่รักใคร่นับถือของเจ้าจอมอื่นๆ
หลังจากทรงมีพระประสูติกาลพระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสีแล้ว
ทรงได้รับพระเกียรติยศสูงขึ้นตามโบราณราชประเพณีจากฐานะเจ้าจอมเป็นเจ้าจอมมารดา
ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สร้างตราปฐมจุลจอมเกล้า สำหรับพระราชทานด้วยเป็นรุ่นแรก
พร้อมกับพระมเหสีและพระราชธิดา รวมทั้งหมด ๑๕ พระองค์เท่านั้น และในปี พ.ศ. ๒๔๕๑
ก่อนที่จะเสด็จไปเยี่ยมเยียนนครเชียงใหม่เป็นครั้งแรก ทรงได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น
พระราชชายา อันเป็นตำแหน่งพระมเหสีเทวีพระองค์หนึ่ง
และเป็นตำแหน่งใหม่ที่เพิ่งจะมีการสถาปนาขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยนั้น
เสด็จกลับมาเยี่ยมนครเชียงใหม่ครั้งแรก
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์
พระเชษฐาของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่พระบรมมหาราชวัง
พระราชชายาฯ จึงได้กราบบังคมทูลลาขึ้นมานครเชียงใหม่ พร้อมกับเจ้าอินทวโรรสฯ
เพื่อเยี่ยมเยียนมาตุภูมิ และพระประยูรญาติหลังจากที่นิราศไปเป็นเวลานานถึง ๒๒ ปี
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว
วันศุกร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี
ได้เสด็จจากพระราชวังสวนดุสิตไปขึ้นรถไฟที่สถานีสามเสน ครั้งนั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ
ไปส่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมีถึงสถานีรถไฟ
บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์รวมทั้งฝ่ายหน้าแล้ฝ่ายในตลอดจนบรรดาข้าราชการทั้งปวงได้ไปส่งเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเป็นจำนวนมาก
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
และพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นสวรรควิไสยนรบดี (พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ)
ได้เสด็จไปส่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมีถึงสถานีรถไฟปากน้ำโพมณฑลนครสวรรค์
ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดทรงรถไฟสายเหนือเวลานั้น
และประทับลงเรือพระที่นั่งเก๋งประพาสมีขบวนเรือตามเสด็จกว่า ๕๐ ลำ
ในการเสด็จครั้งนี้พระบาทสดเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงมีพระบัญชาให้บรรดาหัวเมืองที่เสด็จผ่านจัดพิธีต้อนรับให้สมพระเกียรติ
ซึ่งก็มีการตอบสนองพระบัญชา จนพระราชชายาฯทรงเห็นว่ามากเกินไป
ได้มีพระอักษรกราบบังคมทูลขอพระราชทานรับสั่งให้เพลาพิธีการลงบ้าง
การเดินทางทั้งหมดใช้เวลา ๕๖ วัน ก็เสด็จถึงนครเชียงใหม่ ในวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.
๒๔๕๑
ระหว่างที่ประทับอยู่ที่เชียงใหม่ได้เสด็จไปเยี่ยมเจ้าผู้ครองนครลำพูน ลำปาง
และพระประยูรญาติในจังหวัดนั้นๆ เสด็จไปนมัสการพระบรมธาตุ พระบาท และปูชนียสถานสำคัญๆ
อีกหลายแห่ง ในการเสด็จนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเอาพระธุระโปรดเกล้าฯ
ให้ทำแผ่นกำไหล่ทองมีสัญลักษณ์ของพระราชชายาฯ
คือรูปดาวมีรัศมีอีกทั้งพระราชทานข้อความที่โปรดเกล้าฯ
ให้จารึกเป็นเกียรติยศแก่พระราชชายาฯ ไว้ด้วย
ในระหว่างที่ประทับอยู่เชียงใหม่ครั้งแรกนี้ พระราชชายาฯ
ทรงดำริเห็นว่าบรรดาพระอัฐิและอัฐิของพระประยูรญาติผู้ล่วงลับไปแล้วซึ่งบรรจุไว้ตามกู่ที่สร้างกระจัดกระจายไม่เป็นหมวดหมู่อยู่ในบริเวณที่เรียกว่าข่วงเมรุคือเป็นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพเจ้านายตระกูล
ณ เชียงใหม่ ต่อมาให้เป็นที่สำหรับให้พ่อค้าแม่ค้ามาชุมนุมเพื่อซื้อขาย คือตลาดวโรรสในปัจจุบัน
จึงโปรดให้รวบรวมและอัญเชิญพระอัฐิและอัฐิดังกล่าวไปสร้างรวมกันไว้ ณ
ที่แห่งเดียวกันที่บริเวณวัดบุบผาราม (ปัจจุบันคือวัดสวนดอก) ตำบลสุเทพ
เมื่อสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ได้มีงานฉลองอย่างมโหฬาร นับว่าเป็นงานเกียรติยศ
มีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนมากนอกจากจะมีชาวเชียงใหม่ก็ยังมีชาวจังหวัดต่างๆ
ในภาคเหนือเกือบทั้งหมด มีชาวพม่า
ชาวไทยใหญ่จากประเทศพม่าเดินทางรอนแรมมาร่วมงานครั้งนี้ด้วย มีมหรสพต่างๆ เช่น หนัง
ละคร ซอ มวย เริ่มงานตั้งแต่วันที่ ๑๕ ถึงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๒
ในงานนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างเหรียญทองคำทำด้วยกำไหล่ทองและกะไหล่เงินมีตัวอักษร อ และ ด ไขว้กัน
พระราชทานเป็นของแจกในงานเฉลิมฉลองกู่ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี
ประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่ได้ ๖ เดือน กับ ๘ วัน จึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ เมื่อวันที่
๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ โดยเสด็จลงเรือพระที่นั่งแม่ปะที่ท่าน่าคุ้ม
มีกระบวนเรือรวม ๕๐ ลำ เช่นเดียวกับวันเสด็จขึ้นไปเชียงใหม่ครั้งนั้น
เมื่อกระบวนเรือพระราชชายาเจ้าดารารัศมีไปถึงอ่างทอง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรือยนต์พระที่นั่งเสด็จมารับที่นั่นแล้วทรงพาไปประทับแรมที่พระราชวังบางประอิน
และพระราชทานสร้อยพระกรประดับเพชรเป็นของขวัญ ณ ที่นั้นด้วย
ตลอดเวลาที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประทับอยู่นครเชียงใหม่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแสดงความรักและห่วงใย
โดยมีพระราชหัตถเลขาและพระราชโทรเลขส่งถึงอยู่ตลอดเวลา กับทั้งโปรดเกล้าฯ
ให้สิ่งของต่างๆ พระราชทานแก่พระราชชายาฯ ตลอดจนพระประยูรญาติผู้ใหญ่ของพระราชชายาฯ
หลายครั้ง ฝ่ายทางพระราชชายาฯ เองก็ได้มีพระราชเลขาตอบถวายรายงาน
และขอพระราชทานคำปรึกษาหลายครั้ง ทรงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่มีความสนพระทัยและพระทัยร่วมกัน
คิดเห็นในเรื่องที่มีความสนพระราชหฤทัยและสนพระทัยร่วมกันคือการละครซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น
ในวาระที่พระราชชายาฯ ทรงมีระชนมายุครบ ๓ รอบ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานของขวัญเป็นหีบพระศรี (หีบหมาก) ทองคำลงยา ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ
ให้จัดทำไว้ก่อนแล้วส่งล่วงหน้าทางบกขึ้นไปรอพระราชทานก่อนหน้าที่พระราชชายาฯ
จะเสด็จถึงเชียงใหม่
เสด็จกลับมาประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ แล้ว
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๗ อันเป็นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๖ เจ้าแก้วนวรัฐฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙
ได้ลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่กรุงเทพฯ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี
ได้กราบถวายบังคมทูลลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อเสด็จคืนมาประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่
วันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๗ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เสด็จออกจากกรุงเทพฯ
พร้อมด้วยเจ้าแก้วนวรัฐฯ โดยขบวนรถไฟซึ่งในเวลานั้นรถไฟวิ่งไปถึงเพียงสถานีผาคอ
จังหวัดอุตรดิตถ์เท่านั้น ต่อจากนั้นก็เสด็จไปโดยขบวนช้างม้านับร้อย
คนหาบหามกว่าพัน ข้าราชการทั้งจากเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ไปคอยรับเสด็จ
ถึงเชียงใหม่วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๗ รวมเวลาเดินทาง ๑๕ วัน
พระตำหนักที่ประทับ
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงมีพระตำหนักหรือคุ้มที่ประทับอยู่สี่แห่งด้วยกันคือ
ตำหนักแรก คือตำหนักที่เจดีย์กิ่วเรียกว่า คุ้มเจดีย์กิ่ว ซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐฯ
พระเชษฐาของพระองค์
ให้สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นที่ประทับเมื่อแรกเสด็จคือนครเชียงใหม่ครั้งหลัง
ตำหนักนี้ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำปิงเป็นอาคารสองชั้นทรงยุโรป
ปัจจุบันตำหนักหลังนี้เป็นสถานกงสุลอเมริกันประจำจังหวัดเชียงใหม่
ตำหนักที่สอง ที่ถนนห้วยแก้ว อยู่ห่างจากสี่แยกแจ่งหัวลินไปประมาณครึ่งกิโลเมตร
เรียกว่า คุ้มรินแก้ว เป็นอาคารสองชั้นทรงยุโรป
เป็นตำหนักที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จมาประทับเป็นครั้งสุดท้ายและสิ้นพระชนม์ที่นี่
ตำหนักที่สามสร้างบนดอยสุเทพสำหรับประทับในฤดูร้อน เรียกว่า ตำหนักพระราชชายา
เป็นอาคารไม้หลังใหญ่ชั้นเดียว สร้างตรงมุมโค้งช่วงสุดท้ายของถนนศรีวิชัย
เลยโค้งขุนกันไปเล็กน้อย ตำหนักนี้สร้างด้วยไม้ จึงได้ทรุดโทรมผุพังไปตามกาลเวลา
และถูกรื้อถอนไปในที่สุด
ตำหนักที่สี่ ตั้งอยู่อำเภอแม่ริม
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงโปรดตำหนักแห่งนี้และทรงใช้เวลาประทับมากกว่าตำหนักแห่งอื่นๆ
ตำหนักแห่งนี้เรียกว่า ตำหนักดาราภิรมย์ อยู่ในบริเวณที่กว้างขวาง
โปรดให้เรียกชื่อว่า สวนเจ้าสบาย
พระตำหนักแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปประมาณ ๑๕ กิโลเมตร
มีเนื้อที่ประมาณ ๗๐ ไร่เศษ ตั้งอยู่ด้านหลังที่ว่าการอำเภอแม่ริม
ด้านตะวันตกของถนนโชตนา ตัวตำหนักเป็นอาการก่ออิฐปนไม้ลักษณะค่อนข้างไปทางทรงยุโรป
พระกรณียกิจ
การที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จกลับมาประทับเป็นการถาวรที่นครเชียงใหม่ในครั้งนี้
เท่ากับท่านได้กลับมาเพื่อทรงบำเพ็จประโยชน์แก่ประชาชนและนครเชียงใหม่อันเป็นที่รักของท่าน
ระยะเวลาเกือบ ๑๙ ปี ที่ดำรงพระชนม์อยู่ ได้ประกอบพระกรณียกิจไว้หลายด้านหลายประการ
ซึ่งอาจจะประมวลได้โดยสังเขปดังต่อไปนี้
ทรงส่งเสริมการเกษตร
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี
ทรงมีความสนพระทัยในการเกษตรอย่างจริงจังโดยให้มีการทดลองค้นคว้าปรับปรุงวิธีการปลูกพืชเผยแพร่แก่ประชาชน
ณ ที่ตำหนัก สวนเจ้าสบายอำเภอแม่ริม
ท่านได้ทรงควบคุมการเพาะปลูกพืชผลหลายอย่างและในที่สุดทรงพยายามถึงขั้นปลูกเพื่อขายเพราะตั้งพระทัยที่จะให้เป็นตัวอย่างในการประกอบอาชีพทางการเกษตรแก่ราษฎร
ทรงทำนุบำรุงพระศาสนา
โดยปกติ
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีจะถวายอาหารบิณฑบาตและถวายจตุปัจจัยสำหรับวัดและพระสงฆ์
สำหรับพระสงฆ์บางรูปได้รับการสนับสนุนเป็นรายเดือนตลอดพระชนม์ชีพ
มีการนิมนต์พระสงฆ์มาฉันภัตตาหารและถวายของไทยทานบ่อยครั้ง
ทรงทำนุบำรุงวันประสูติและถวายกฐินทุกปี
พระราชชายาฯ
ได้ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียสถานเป็นจำนวนมาก
เฉพาะรายใหญ่ที่ทรงบริจาคทรัพย์แต่ลำพังพระองค์หรือบริจาคมากกว่าผู้อื่น
เท่าที่มีผู้จดบันทึกไว้มีดังต่อไปนี้
๑. ปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุ วิหาร ลานโบสถ์ วัดพระธาตุดอยสุเทพ
๒. สร้างและถวายวิหารวัดชัยมงคล (ป่ากล้วย) อำเภอสารภี
๓. สร้างและฉลองวิหารวัดขุนเส อำเภอหางดง
๔. สร้างและฉลองวัดขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม
๕. สร้างและฉลองวิหารพระบรมธาตุ วัดพระธาตุจอมทอง อำเภอจอมทอง
๖. ยกตำหนักบนดอยสุเทพถวายเป็นสมบัติของวัดพระธาตุดอยสุเทพ
เรื่อง การอุปสมบทพระภิกษุสามเณรมีเสมอไม่เคยขาด
เมื่ออุปสมบทแล้วก็ทรงอุปัฏฐากโดยไม่ทอดทิ้ง อนึ่งเมื่อประทับอยู่กรุงเทพฯ
ถ้าภิกษุสามเณรจากทางเหนือลงไปศึกษาเล่าเรียนก็จะปวารณา และช่วยเหลือทุกรูป
ทรงส่งเสริมการศึกษา
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล
เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาตั้งแต่ในสมัยนั้น
ได้ทรงอุปการะส่งเสริมให้เจ้านายลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนต่างๆ
แม้กระทั่งส่งไปเรียนที่ทวีปยุโรป ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ที่สำคัญยิ่งพระองค์หนึ่ง
ทางด้านการศึกษาของนครเชียงใหม่ พระองค์ทรงรับอุปถัมภ์โรงเรียนต่างๆ ในนครเชียงใหม่
อาทิเช่น โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ ได้ประทานที่ดินตั้งโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
กับทรงอุปถัมภ์โรงเรียนดาราวิทยาลัย
ทรงส่งเสริมการสาธารณสุข
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเห็นความสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชนชาวเชียงใหม่
ได้ประทานทุนทรัพย์จัดสร้างตึก ณ เชียงใหม่ ในบริเวณโรงพยาบาลแมคคอร์มิค
และทรงบริจาคทรัพย์ซื้อรถยนต์ประทานแก่สถานีอนามัยเชียงใหม่จำนวน ๑ คัน
ทรงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นผู้อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและสนพระทัยในการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมล้านนาและภาคกลางเข้าด้วยกัน
พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการศิลปะหลายด้าน
การดนตรี
จากการที่ได้ทรงสนับสนุนให้เจ้านายพี่น้องและข้าราชบริพารที่ตามเสด็จลงไปอยู่ที่กรุงเทพฯ
ด้วยให้เรียนดนตรีไทยและการขับร้อง
เมื่อตามเสด็จกลับเชียงใหม่ก็ได้นำมาถ่ายทอดให้ชาวเชียงใหม่ภายในตำหนักจะมีการฝึกซ้อมดนตรีและขับร้องพร้อมๆ
กับการฝึกหัดการละครฟ้อนรำอยู่เสมอ
การละครและนาฏศิลป์
ทรงนำศิลปการละครจากราชสำนักรัตนโกสินทร์มาเผยแพร่
ทรงฝึกซ้อมให้คณะละครรำของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ และได้จัดแสดงในวาระต่างๆ
ทางด้านวรรณกรรม
ค่าวซอ ซึ่งเป็นศิลปะการขับร้องพื้นเมืองของล้านนา พระราชชายยาฯ
ทรงสนับสนุนจนเป็นที่นิยมอย่างสูงในยุคนั้น
พระองค์มีกวีผู้มีความสามารถประจำราชสำนักอยู่หลายคนด้วยกัน เช่น ท้าวสุนทรพจนกิจ
ซึ่งได้ประพันธ์บทละครเรื่อง น้อยใจยา ขึ้นถวาย
และของประทานอนุญาตแสดงถวายเนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติ ซึ่งพระราชชายาฯ
ก็ได้ทรงแก้ไขบทบางตอนให้เหมาะสม
และทรงประพันธ์คำร้องประกอบทำนองเพลงพื้นเมืองเดิมของล้านนาประกอบละครเรื่องนี้ด้วย
ละครเรื่องนี้ปรากฏว่าเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้น
สำหรับเพลงประกอบนั้นได้กลายมาเป็นเพลงที่นิยมร้องกันจนกระทั่งทุกวันนี้
กลายเป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ นอกจากนี้พระราชชายาฯ ได้นิพนธ์บทร้องเพลงพื้นเมือง
ทำนองล่องน่านเพื่อขับร้องถวายสดุดีพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ครั้งเสด็จประพาสเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๖๕
ใช่แต่ว่าจะทรงเชี่ยวชาญเฉพาะวรรณกรรมพื้นเมืองเท่านั้น พระราชชายาฯ
ทรงมีพระปรีชาสามารทางวรรณกรรมภาคกลางด้วย
ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลพายัพครั้งเดียวกันนี้ พระราชชายาฯ
ได้ทรงเข้าร่วมสักวาโต้ตอบด้วย
การทอผ้าตีนจก ผ้ายกดอก
ซิ่นตีนจก เป็นเครื่องนุ่งห่มตามประเพณีวัฒนธรรมล้านนามาแต่โบราณ
เป็นผ้านุ่งที่ต่อชาย (ตีน) ด้วยผ้าจกอันมีสีสันและลวดลายสวยงามมาก
การทอตีนจกเป็นศิลปะชั้นสูงที่ต้องใช้ฝีมือในการทอมาก พระราชชายาฯ
ทรงเกรงว่าศิลปะด้านนี้จะสูญหายไป
จึงทรงรวบรวมผู้ชำนาญการทอผ้าซิ่นตีนจกจากที่ต่างๆ เข้ามาทอในตำหนัก
นอกจะจะทอไว้ใช้เป็นการส่วนพระองค์และสำหรับประทานให้ผู้อื่นในโอกาสต่างๆ แล้ว
วัตถุประสงค์ใหญ่ก็เพื่อเป็นที่ฝึกสอนให้ลูกหลานหลายคนได้เข้าเรียนจนมีวิชาติดตัวนำไปประกอบอาชีพได้
นับเป็นพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
พระกรณียกิจด้านนี้ของพระองค์ท่านได้ทำให้เชียงใหม่และล้านนาทั่วไปได้มีศิลปมรดกด้านนี้เป็นที่เชิดหน้าชูตามาจนกระทั่งทุกวันนี้
เช่นเดียวกันกับการทอผ้าซิ่นยกดอก ซึ่งเป็นศิลปะการทอผ้าอันสูงส่งของล้านนาเช่นกัน
แทบจะเลือนหายไปในขณะนั้น หากแต่พระราชชายาฯ ได้ทรงกอบกู้ไว้
เนื่องจากทรงพบว่าผ้าซิ่นยกดอกทั้งผืนมีเหลืออยู่ผืนเดียว
คือผ้าซิ่นยกดอกไหมทองของแม่เจ้าเทพไกสร ที่พระราชชายาฯ ได้ไว้เป็นมรดก
จึงได้ใช้ซิ่นไหมผืนนี้เป็นตัวอย่าง
ในที่สุดพระองค์ก็ทรงประดิษฐ์คิดค้นการทอผ้ายกดอกชนิดเดียวกันนี้ได้สำเร็จด้วยพระองค์เอง
ศิลปะด้านนี้จึงได้ดำรงคงอยู่สืบมา
การฝีมือ ประดิษฐ์ไม้ใบตอง
ทรงรวบรวมผู้มีฝีมือในการเย็บใบตองและบายศรีในเชียงใหม่มาฝึกสอนแก่ผู้ที่มีความสนใจในตำหนัก
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี
ทรงจัดแบบอย่างระดับชั้นของบายศรีให้เหมาะสมแก่การจัดถวายเจ้านายในชั้นต่างๆ
และบุคคลทั่วไป นับเป็นต้นแบบที่ได้นำมาปฏิบัติจนกระทั่งในปัจจุบัน
ด้านการทำดอกไม้สด ทรงสอนให้คนในตำหนักร้อยมาลัย จัดพุ่มดอก ร้อยตาข่าย เย็บแบบ
จัดกระเช้าดอกไม้ทั้งสดและแห้ง จัดแต่งด้วยดอกไม้สดทุกชนิด ตำหนักพระราชชายาฯ
ในครั้งนั้นจึงเป็นแหล่งรวมแห่งศิลปวัฒนธรรมเป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวเชียงใหม่
และส่งผลดีในการอวดแขกบ้านแขกเมืองอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
ประเพณีการต้อนรับแบบล้านนา
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าประเพณีการต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่
เป็นที่ประทับตาประทับใจแก่ผู้มาเยือนและผู้ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การต้อนรับแขกเมืองที่มาเยือนอย่างเป็นทางการไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ
ประเพณีการต้องรับแบบล้านนานับได้ว่ามีส่วนช่วยเชิดหน้าชูตาประเทศไทยเป็นอย่างมาก
เป็นที่ทราบกันน้อยมากว่าแบบอย่างประเพณีอันดีงามและน่าประทับใจนี้
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นผู้มีส่วนกำหนด
สืบเนื่องมาจากการเสด็จเลียบมณฑลพายัพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่
๗ พระราชชายาฯ
ทรงรับเป็นที่ปรึกษาของการเตรียมงานทั้งหมดเป็นองค์ประธานจัดกระบวนบายศรีทูลพระขวัญ
ทั้งเป็นองค์ที่ปรึกษาจัดริ้วขบวนเสด็จสู่นครเชียงใหม่
และเป็นองค์ประธานจัดการแสดงถวายเพื่อทอดพระเนตร พระราชพิธี
และแบบแผนปฏิบัติที่ได้ทรงริเริ่มไว้
ได้ถูกนำมาใช้เป็นต้นแบบในการต้อนรับบุคคลสำคัญผู้มาเยือนเชียงใหม่ในกาลต่อมา
อนุเคราะห์พระประยูรญาติ
เป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปในสมัยนั้นว่า
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นผู้มีพระทัยเปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตา
ทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ความอุปการะแก่สมณชีพราหมณ์ประชาชนทั่วไป
และโดยเฉพาะพระประยูรญาติแล้ว
แม้ว่าพระองค์จะทรงจากนครเชียงใหม่ครั้งแต่ทรงพระเยาว์และประทับอยู่ที่กรุงเทพฯ
พระองค์ยังทรงรักใคร่ผูกพัน ทรงประทานพระเมตตาเป็นพิเศษ
ทรงเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ
จะเห็นได้จากการที่ได้ทรงสร้างกู่แล้วอัญเชิญพระอัฐิของพระประยูรญาติซึ่งกระจัดกระจายตามที่ต่างๆ
ซึ่งดูไม่เหมาะสมมาไว้รวมกัน ณ บริเวณวัดสวนดอก
เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมนครเชียงใหม่ครั้งแรก
และหลังจากได้เสด็จกลับมาประทับที่เชียงใหม่แล้วได้ทรงอัญเชิญพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ซึ่งเป็นพระบิดาไปบรรจุไว้ที่สถูปบนยอดดอยอินทนนท์ตามพระประสงค์
(บันทึกของเจ้าวงศ์จันทร์ คชเสนี
กล่าวถึงการที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์เคยเสด็จไปสำรวจยอดเขาสูงที่สุดของประเทศไทยครั้งที่ยังเรียกว่า
ดอยอ่างกา
ได้ตรัสสั่งไว้ว่าหากท่านสิ้นชีวิตแล้วให้แบ่งอัฐิและอังคารของท่านขึ้นไปบรรจุไว้เพื่อคนรุ่นหลังจะได้ทราบว่าท่านได้เคยเสด็จถึงที่นี่แล้ว
ต่อมาภูเขานี้จึงได้ชื่อว่า อินทนนท์ ตามพระนามเดิมของท่าน)
ตั้งแต่ได้เสด็จประทับเชียงใหม่เป็นการถาวรก็ได้ทรงอุปการะพระประยูรญาติ
ทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และจังหวัดอื่นๆ เนื่องจากเหตุนี้
จึงรับสั่งให้คนไปสืบหาเครือญาติถึงลำพูน ลำปาง พะเยา เชียงราย เป็นหลายครั้ง
เมื่อทรงทราบว่าผู้ที่มีอายุคนใดรู้จักเครือญาติมาก
ก็ไปเชิญตัวมาซักไซ้ไล่เลียงสืบหาสายสกุลด้วยพระองค์เอง
โดยยอมเสียค่าใช้จ่ายและได้ประทานรางวัลอีกด้วย
ซึ่งพระองค์ต้องสิ้นเปลืองและเสียเวลามาก นับว่าพระองค์รวบรวมเครือญาติได้เกือบหมด
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่างานยังไม่ทันสำเร็จถึงขั้นที่จะจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระองค์ท่านได้รับพระราชทาน ดังนี้
๑. ปฐมจุลจอมเกล้าฯ พร้อมด้วยตราจุลจอมเกล้า
๒. มหาวชิรมงกุฎ
๓. ประถมาภรณ์มงกุฎสยาม
๔. เหรียญรัตนาภรณ์ จ.ป.ร. ลงยากรอบประดับเพชร รัชกาลที่ ๕
๕. เหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร. ลงยากรอบประดับเพชร รัชกาลที่ ๖
๖. เหรียญรัตนาภรณ์ ป.ป.ร. ลงยากรอบประดับเพชร รัชกาลที่ ๗
๗. เข็มพระปรมาภิไธยรัชกาลที่ ๖ ประดับเพชรล้วน
สิ้นพระชนม์
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้เริ่มประชวรด้วยโรคพระปับผาสะ (ปอด)
แต่ยังคงประทับอยู่ที่ตำหนักดาราภิรมย์ ในบริเวณสวนเจ้าสบายจนกระทั่งเมื่อวันที่ ๓๐
มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖ เจ้าแก้วนวรัฐฯ จึงเชิญเสด็จมาประทับที่คุ้มรินแก้ว
และในเวลาไม่ถึงหกเดือนต่อมาก็ได้สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖
รวมพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา
ผู้จัดหาข้อมูลและพิมพ์ พระภัทร กัลยาณมิตร
|