Requires a Java Enabled Browser.

Home
ประวัติ
กิจกรรม
มูลนิธิ (ศพช)
ศูนย์พัฒนาฯ
ข้อมูลการติดต่อ

วัดป่าดาราภิรมย์

พระอารามหลวงแห่งที่  ๗   ของจังหวัดเชียงใหม่


 

 

         วัดป่าดาราภิรมย์ ตั้งอยู่ที่ตำบลริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ด้านหน้าวัดมีคลองชลประทานแม่แตงไหลผ่าน ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่ริม และค่ายดารารัศมี ประมาณ ๑.๐๐ กิโลเมตร ตั้งอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ ๑๐.๐๐ กิโลเมตร มีเนื้อที่อาณาเขตของวัด ๒๖ ไร่ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการตั้งเป็นวัด ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๑ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๒ เนื้อที่กว้าง ๑๗.๐๐ เมตร ยาว ๓๐.๐๐ เมตร และได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๓
ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้ยกเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ อันเป็นปีเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ ๖ รอบ แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
ปฐมเหตุ
ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๑ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาถระ พระกรรมฐานนักปฏิบัติธรรมผู้ยึดมั่นในการถือธุดงควัตร มักน้อย สันโดษ เจริญรอยตามปฏิปทาของพระมหากัสสปเถรเจ้า ผู้เอตทัตคะทางธุดงควัตร ได้รับอาราธนาจากพระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปจาจารย์ ( จันทร์ สิริจันโท ) ให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเริ่มแรกที่วัดเจดีย์หลวง ซึ่งในขณะนั้นยังไม่พลุกพล่านด้วยผู้คน บรรยากาศภายในวัดเงียบสงบ พอออกพรรษาท่านก็ออกจาริกธุดงค์ ไปแสวงหาความสงบสงัด ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๓ ได้จาริกมาทางอำเภอแม่ริม ได้พักอยู่ที่ป่าช้าร้างบ้านต้นกอก ซึ่งในขณะนั้นเต็มไปด้วยป่าไม้สักและไม้เบญพรรณ อยู่ติดกับบริเวณสวนเจ้าสบาย ตำหนักดาราภิรมย์ ของพระราชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ ที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔ ในขณะนั้นบริเวณวัดเป็นป่าไม้เบญพรรณ (ป่าแพะ ) อยู่เขตชายป่าเทือกเขาดอยสุเทพ และดอยม่อนคว่ำหล้อง (ในตำนานของขุนหลวงวิรังคะ) ยังไม่พลุกพล่านด้วยบ้านผู้คน เป็นสถานที่เงียบสงบสงัด วิเวก ร่ำลือกันว่าเป็นสถานที่ผีดุ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อยู่พักชั่วระยะหนึ่ง แสวงจาริกไปที่พระธาตุจอมแตง เพื่อจำพรรษา ๑ พรรษา ไปห้วยน้ำริน ป่าช้าบ้านเด่น บ้านปง ( วัดอรัญญวิเวก ) เชียงดาว และพร้าว ต่อไป
จากสถานที่ป่าช้าร้างที่พระอาจารย์มั่น ผู้บำเพ็ญเผาผลาญกิเลสจนบรรถุถึงอริยมรรคอริยผล ได้มาเจริญสมณธรรม อธิษฐานจิตภาวนา ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับการก่อสร้างขึ้นเป็นเสนาสนะป่าขึ้น ด้วยกุฏิศาลา แบบชั่วคราว และมีพระธุดงค์กรรมฐานผู้เป็นศิษย์แห่งพระอาจารย์มั่นมาอยู่จาริกอาศัยบำเพ็ญสมณธรรมตามวิถีแห่งธุดงคกรรมฐาน เป็นการชั่วคาวบ้าง ถาวรบ้าง จึงกล่าวได้ว่าจุดเริ่มต้นของสถานที่แห่งนี้เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๓ โดยท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีพระธุดงคกรรมฐานมาอยู่ปฏิบัติที่ป่าช้าแห่งนี้เป็นครั้งคราว
ในพุทธศักราช พ.ศ.๒๔๘๑ โดยคณะพุทธบริษัทกลุ่มหนึ่งมีความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐานสายอาจารย์มั่น ภูริทตตมหาเถร ที่จาริกมาประพฤติปฏิบัติ จึงพร้อมใจกันสร้างเสนาสนะ มีกุฏิ และศาลา ถวายแก่พระกรรมฐานเหล่านั้น โดยได้ตั้งชื่อวัดว่า วัดป่าวิเวกจิตตาราม บางหมู่ก็เรียกว่า วัดป่าเรไร บางหมู่ก็เรียกว่า วัดป่าแม่ริม โดยมีพระอ่อนตา อคคธมโม เป็นประธานสงฆ์อยู่ โดยมีนายแก้ว รัตนนิคม, นายศรีนวล ปัณฑานนท์ เป็นหัวหน้า สถานที่ตั้งแห่งนี้เป็นป่าช้าติดกับตำหนักดาราภิรมย์ สวนเจ้าสบาย ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๒
ปี พ.ศ.๒๔๘๔ ทายาทของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีเจ้าหญิงลดาคำ ณ เชียงใหม่ เป็นหัวหน้าได้น้อมถวายที่ดินอันเป็นเขตพระราชฐานที่ตั้งของตำหนักดารารัศมี สวนเจ้าสบาย ของพระราชชายาฯให้แก่วัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี จำนวน ๖ ไร่ ทางราชการมีนายสว่าง พรหมปฏิมา นายอำเภอแม่ริม พร้อมทั้งทายาทของพระราชชายา และศรัทธาสาธุชน จึงพร้อมใจกันถวายนามให้แก่วัดใหม่ว่า วัดป่าดาราภิรมย์ ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระกรรมฐาน และถวายพระราชกุศลแก่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ผู้มีคุณูปการต่อเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่
จากนั้นมาก็ได้มีผู้มีจิตศรัทธาน้อมถวายที่ดิน และก่อสร้างเสนาสนะถวายโดยลำดับ เช่น ตะก่าจองจิงนะ ได้ถวายที่ดินเป็นจำนวน ๑๒ ไร่ และต่อมาได้มีพระกรรมฐานมาอยู่ประพฤติปฏิบัติกันโดยลำดับ โดยปรากฏผู้ที่อยู่เป็นเจ้าสำนัก (เจ้าอาวาส) ดังนี้
๑. พระอาจารย์อ่อนตา (๑ ปี) พ.ศ.๒๔๘๑ ( ประธานสงฆ์ )
๒. พระอาจารย์พุทธา (๑ ปี) ( ประธานสงฆ์ )
๓.พระญาณดิลก(ภายหลังเป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์)วัดพระศรีมหาธาตุ)มาอยู่ดูแล
ชั่วคราวระยะหนึ่ง (๑ ปี) ( ประธานสงฆ์ )
๔. พระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม ( ประธานสงฆ์ )
๕. พระครูสังฆรักษ์กาวงค์ โอทาตวณฺโณ นธ.เอก (พ.ศ.๒๔๙๕พ.ศ.๒๕๑๖)
เจ้าอาวาสรูปที่ ๑
๖. พระมหาละม้าย สิริวณฺโณ ปธ.๓ นธ.เอก (พ.ศ.๒๕๑๗พ.ศ.๒๕๒๑)
รักษาการชั่วคราว
๗. พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) ปธ.๕ นธ.เอก (พ.ศ.๒๕๒๑พ.ศ.๒๕๓๕)
เจ้าอาวาสรูปที่ ๒
๘. พระครูปลัดธรรมจริยวัฒน์ (ฤทธิรงค์ ญาณวโร) นธ.เอก พ.ศ.๒๕๔๐ ปัจจุบัน
เจ้าอาวาสรูปที่ ๓
พระกรรมฐานที่มีสุปฏิปัติในปัจจุบัน ในสมัยที่ท่านออกวิเวกปฏิบัติที่ได้มาอยู่พักปฏิบัติเป็นครั้งคราว เช่น หลวงปู่สาม อกิญฺจโน, พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน, หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร, พระราชนิโรธรังษี (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี), พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธจาโร), พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) เป็นต้น
วัดป่าดาราภิรมย์ ในสมัยหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
ในสมัยนั้นถาวรวัตถุยังไม่มีอะไรมากนัก นอกจากกุฏิสงฆ์ที่สร้างด้วยไม้ มีพระภิกษุสามเณร อยู่ปฏิบัติกรรมฐาน มีญาติโยมมาประพฤติปฏิบัติกันพอสมควร จากนั้นหลวงปู่ตื้อ ก็จาริกไปอยู่สำนักสงฆ์สามัคคีธรรม(ปากทาง) ปัจจุบันเป็น วัดป่าอาจารย์ตื้อ
วัดป่าดาราภิรมย์ ในสมัยพระครูสังฆรักษ์กาวงค์ โอทาตวณฺโณ
เป็นสมัยที่เริ่มก่อสร้างถาวรวัตถุขึ้น ที่สำคัญปรากฏชัดเจนและเป็นประโยชน์ในภายหลัง คือ พ.ศ. ๒๕๒๑ สร้างศาลาการเปรียญทรงไทย กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สิ้นทุนทรัพย์ทั้งสิ้น ๙๕,๐๐๐ บาท ชื่อ ศาลาโอทาตวณฺโณ พ.ศ. ๒๖๓๖ ได้รื้อและสร้างใหม่ใช้ชื่อว่า ศาลาพัฒนานุสรณ์
พ.ศ. ๒๕๑๑ สร้างกุฏิสงฆ์จำนวน ๑ หลัง ๒ ชั้น ชื่อ กุฏิโอทาตวณฺโณนุสรณ์ ในสมัยพระครูสังฆรักษ์กาวงค์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสนี้ ได้ดำเนินพัฒนาวัดให้เจริญขึ้นจากเสนาสนะให้มีรูปแบบมาตรฐาน ออกเอกสารในที่ดินของวัดให้ถูกต้องตามกฏหมาย
พ.ศ. ๒๕๐๙ กรมชลประทานโครงการแม่แตง ได้ทำการขุดคลองส่งน้ำสายใหญ่ไหลผ่านในที่ของวัดอันเป็นที่ตั้งของศาลาโรงธรรมและกุฏิพระ และได้ถวายค่าผาติกรรมที่ดินให้แก่วัด เป็นจำนวนเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท (ได้รับในปี พ.ศ. ๒๕๑๙) ทางวัดจึงดำเนินการเตรียมที่จะสร้างอุโบสถขึ้น โดยได้กราบทูลเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (จวน อุฏฐายีมหาเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม เสด็จเป็นองค์วงศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๐ หลังจากนี้ไม่นานท่านพระครูสังฆรักษ์กาวงค์ ก็เริ่มอาพาธ และถึงแก่มรณภาพเมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๑๖
โดยเหตุที่ท่านพระครูองค์นี้มีอุปนิสัย และวิชาอุดมในทางเวทย์มนต์คาถา ท่านจึงมีชื่อเสียงและมีลูกศิษย์ลูกหาไปมาหาสู่ไม่ขาด จึงนับว่าท่านเป็นผู้นำความเจริญมาสู่วัดป่าดาราภิรมย์ในยุคแรก หลังจากนั้นมา พระราชวินยาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอจังหวัดเชียงใหม่ (ธรรมยุต) ได้แต่งตั้งให้พระมหาละม้าย สิริวณฺโณ เป็นผู้ดูแลวัดสืบแทนมา
วัดป่าดาราภิรมย์ในสมัย พระราชวินยาภรณ์, พระเทพกวี, พระธรรมดิลก
หลังจากที่ท่านพระครูสังฆรักษ์กาวงค์ มรณภาพลงแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ พระราชวินยาภรณ์เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ (ธรรมยุต) ในสมัยนั้น ได้แต่งตั้งพระมหาละม้าย สิริวณฺโณ เป็นผู้ดูแลวัด ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องคนที่มาพักอาศัยติดยาเสพติดและลักเล็กขโมยน้อย ได้มีคนมาร้องเรียนเป็นประจำ พระราชวินยาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอฯ พยายามหาเจ้าอาวาสที่มีความสามารถและปฏิปทามาปกครองดูแล ก็ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดรับอาสา ใช้เวลา ๕ ปี โดยที่ท่านแต่งตั้งตนเองเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสไปก่อน (ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร)
ลุถึงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ พระราชวินยาภรณ์ ได้ตัดสินใจย้ายจากการอธิษฐานพรรษาในวัดเจดีย์หลวง มาอยู่ประจำที่วัดป่าดาราภิรมย์ และได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งทางด้านการปกครอง การศึกษา การเผยแพร่ การสาธารณูปการ และการศาสนสงเคราะห์ บรรลุสมประสงค์ทุกประการ จนวัดป่าดาราภิรมย์สามารถดำเนินกิจกรรมอันอำนวยประโยชน์แก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีชื่อเสียงขจรขจายไกล
 

Back to Top

 

 

 
 

วัดที่เป็นหลักของคณะสงฆ์ธรรมยุตเชียงใหม่ คือ วัดเจดีย์หลวงวรวิหารเพราะเป็นศูนย์กลางการศึกษา การปกครอง มาแต่โบราณตราบจนถึงปัจจุบัน
หลังจากที่พระราชวินยาภรณ์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอฝ่ายคณะธรรมยุต มาอยู่ประจำที่วัดป่าดาราภิรมย์แล้ว ความสำคัญของวัดในฐานะที่เจ้าอาวาสเป็นพระสังฆาธิการระดับสูงก็เริ่มขึ้น โดยเป็นที่ตั้งของสำนักงานคณะธรรมยุต อำเภอจังหวัดเชียงใหม่ และเมื่อพระราชวินยาภรณ์ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงขึ้นเป็น พระเทพกวี และพระธรรมดิลก โดยลำดับ พร้อมทั้งได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะภาค ความสำคัญของวัดก็มีมากขึ้นตามลำดับ เพราะเป็นที่ตั้งของสำนักงานเจ้าคณะจังหวัด, รองเจ้าคณะภาค ๔-๕-๖-๗ (ธ) และเจ้าคณะภาค ๔-๕-๖-๗ (ธ) เป็นที่รวบรวมเอกสารข้อมูลของทางคณะธรรมยุต


วัดป่าดาราภิรมย์กับการศึกษาปริยัติธรรม
การศึกษาพระปริยัติธรรมและการปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา วัดป่าดาราภิรมย์ ได้ยึดหลักการศึกษาเป็นสำคัญ จึงส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรภายในวัดได้รับการศึกษาในวิชาการทางพระพุทธศาสนา โดยการจัดตั้งเป็นสำนักศาสนศึกษา แผนกธรรม และบาลี ขึ้น จนถือได้ว่า วัดป่าดาราภิรมย์เป็นศูนย์กลางของการศึกษาพระปริยัติธรรมที่สำคัญวัดหนึ่งของคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม ประจำจังหวัด
แผนกธรรม เปิดการสอนชั้นนวกภูมิ นักธรรมชั้นตรี, โท, เอก
แผนกบาลี เปิดสอนตั้งแต่ชั้นไวยากรณ์ จนถึงชั้นประโยค ๕
แผนกสามัญศึกษา ส่งเสริม อุปถัมภ์ ดูแลให้พระภิกษุสามเณร เข้ารับการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมต้น จนถึงระดับอุดมศึกษา ได้มีพระภิกษุสามเณรที่เข้าศึกษา และได้เข้าสอบ อีกทั้งสอบผ่านได้ทุกแผนก เป็นจำนวนมากทุก ๆปี
แผนกธรรมศึกษา ได้เปิดการสอนธรรมศึกษาตรี, โท, และเอก แก่เยาวชนโดยทั่วไป

วัดป่าดาราภิรมย์กับการเผยแผ่ศาสนธรรม
การเผยแผ่ถือว่าเป็นนโยบายอย่างหนึ่งของวัด โดยทางวัดมีการเผยแผ่ที่เป็นกิจกรรมหลักของวัด ดังนี้
๑. ออกไปแสดงพระธรรมเทศนา, ปาฐกถา, บรรยาย ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น มีพระภิกษุสามเณรออกไป ช่วยเป็นครูสอนจริยธรรมที่โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม อ.แม่ริม
๒. เผยแผ่ธรรมทางสถานีวิทยุ เช่น รายการข้อคิดประจำวัน สถานีวิทยุทหารอากาศ ทุกวัน
๓. ชักชวนสาธุชนปฏิบัติธรรม โดยการนุ่งขาวห่มขาว รักษาศีลแปด รับประทานอาหารมังสวิรัติ ฟังพระธรรมเทศนา ภาวนา ในวันพระ และวันสำคัญทางศาสนา และของชาติ
๔. พิมพ์หนังสือธรรมแจกเป็นธรรมบรรณาการ
๕. เป็นสถานที่อบรมคุณธรรม ของโรงเรียน องค์การเอกชน และราชการต่างๆ
 

Back to Top

 

 

 

 

 

๑. พระอุโบสถ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อุฏฐานยีมหาเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม เสด็จวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๐ เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ ขนาดกว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สิ้นทุนทรัพย์ ๗๒๓,๐๐๐ บาท ตัวอุโบสถสร้างเป็นศิลปล้านนา พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปสุโขทัย ลงรักปิดทอง พระนามว่า พระสยัมภูโลกนาถ สร้างถวายโดยนางสาวสร้อยทิพย์ เอื้อวิทยา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ทรงตัดลูกนิมิตอุโบสถ เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓ พร้อมทั้งลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธยในแผ่นหินอ่อน และทรงปลูกต้นไม้ไว้เป็นที่ระลึกด้วย
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสนมหาเถร) วัดราชบพิธฯ เสด็จเป็นประธานสงฆ์ในการเจริญชัยมงคลคาถารับเสด็จด้วย
พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์อุโบสถใหม่ทั้งหมด สิ้นทุนทรัพย์ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท
อุโบสถเป็นที่รวมศิลปล้านนา หน้าบันไดเป็นลวดลายเครือเถาล้านนา ล้อมรอบดาว ๓ ดวง ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประตู หน้าต่าง แกะสลักด้วยลวดลายล้านนา ลงรักปิดทอง มีพญานาค ๓ คู่, สิงห์ ๑ คู่, เทวาดา ๑ คู่, และมอม ๑ คู่


๒. พระธาตุเจดีย์พระพุทธบาทสี่รอย
เป็นมหาปูชนียสถานสำคัญของวัดและของท้องถิ่น เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองและพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระสังฆราช
สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๐
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหารเสด็จเป็นองค์ประธานยกฉัตรประดิษฐานบนยอดพระบรมธาตุ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๑๕๓๓
พระธาตุเจดีย์องค์นี้ เป็นที่รวมศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนา และความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒
ศิลปกรรมในพระธาตุ
เป็นศิลปล้านนาประยุกต์ ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสี่รอยจำลอง มีพระประธานขนาด ๑๗๕ เซนติเมตร ศิลปสุโขทัยประยุกต์ ลงรักปิดทอง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระนามว่า พระพุทธการุญกิตติคุณขจร จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี และท่านผู้หญิง สร้างถวาย ภายในจิตรกรรมช่างชาวเหนือ วาดภาพประวัติพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ พระธาตุประจำปีเกิดของชาวเหนือ พระพุทธประวัติ และขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวบ้าน ชั้นบนประดิษฐานซุ้มพระพุทธรูปประจำทิศ ๘ องค์ มีที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณเก่าใหม่พร้อมด้วยวัตถุมงคล บนยอดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุพระราชทาน และพระบรมสารีริกธาตุที่ประทานจากสมเด็จพระสังฆราช
พระบรมธาตุเจดีย์ จัดสร้างถวายโดย คุณนิลวรรณ อุดมศรีสุข, คุณนิวัธน์ และคุณบุญทอง ทิพย์กมล พร้อมลูกหลานและคณะศรัทธาสาธุชน
 

๓. ศาลพัฒนานุสรณ์
เป็นสถานที่ไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ ขนาดกว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๒๙ เมตร พระประธานเป็นพระพุทธรูปทองเหลือง ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๘๐ เซ็นติเมตร ศิลปเชียงแสน ถวายพระนามว่า พระพุทธปฏิมามหาธัชชัย สิริสุภยจริยธรรมวิสัยศากยมุนีชินสีห์รัตนไตร มารวิชัยบรมไตรโลกนาถ ศุภมงคลเทวราชโชติกเสถียรสวัสดี สกลโลกโมฬีบรมพบิตร ประชาชนทั่วไปเรียกว่า หลวงพ่อโตวัดป่าฯ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ทิม อุฒาทิมมหาเถร) วัดราชประดิษฐ์ พลเอกหลวงสุรณรงค์ (ธงไชย โชติกเสถียร) และท่านผู้หญิงสุรณรงค์ (จรวย โชติกเสถียร) เป็นเจ้าภาพถวาย


๔. มณฑปพระเจ้าทันใจ
เป็นมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปเชียงแสนสิงห์ ๓ หน้าตักประมาณ ๑ เมตร สร้างด้วยอิฐถือปูน ลงรักปิดทอง สร้างเสร็จภายในวันเดียว จึงทรงพระนามว่า พระเจ้าทันใจ เป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของวัด มณฑปเป็นศิลปล้านนาแบบเชียงตุง สร้างจำลองแบบมาจากที่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าเชียงตุง ประเทศพม่า ทายาทเจ้าผู้ครองนครเชียงตุง มีเจ้าวรจักร ณ เชียงตุง เป็นประธานสร้างถวายเพื่อประดิษฐานพระเจ้าทันใจ และเป็นอนุสรณ์สถานบรรจุอัฐิเจ้าฟ้าเชียงตุงและเจ้าแม่ทิพวรรณ ณ เชียงตุง สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ สิ้นทุนทรัพย์ ๖๐๐,๐๐๐ บาท
 

๕. วิหารรายจำนวน ๗ หลัง รายรอบพระธาตุเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระรูปพระพุทธมารดาและเจ้าชายสิทธัตถะ พระพุทธรูปปางตรัสรู้ ปางปฐมเทศนา ปางปรินิพพาน พระมหากัจจายน์ พระสีวลี
 

๖. หอปริยัติธรรม ทรวง เตริยาภิรมย์
เป็นอาคาร ๒ ชั้น ชั้นล่างเป็นห้องสมุดประจำวัด จัดสร้างถวายโดยคุณสุมาลี เตริยาภิรมย์ พร้อมลูกหลาน


๗. ศาลารูปเหมือนพระธรรมดิลก
เป็นศาลาไม้สักทรงล้านนา ประดิษฐานรูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้งพระธรรมดิลก (หลวงปู่จันทร์ กุสโล) เจ้าอาวาสวัดป่าดาราภิรมย์องค์ปัจจุบัน ผู้มีคุณูปการนำความเจริญมาสู่วัดป่าดาราภิรมย์ และพระพุทธศาสนาในภาคเหนือเป็นอันมาก คณะศิษยานุศิษย์สร้างถวายเพื่อเป็นเครื่องสักการะบูชาพระคุณในคราวที่ท่านเจริญอายุครบ ๗๖ ปี วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๖ สิ้นทุนทรัพย์ในการทำรูปเหมือน ๖๐๐,๐๐๐ บาท จัดทำโดยบริษัทหุ่นขี้ผึ่งไทย จังหวัดนครปฐม ศาลาสิ้นทุนทรัพย์ ๔๐๐,๐๐๐ บาท โดยคุณอนุตต ผู้พัฒน์ สร้างถวาย


๘. หอระฆัง
เป็นรูปลักษณะธรรมาสก์ล้านนาสองชั้น จัดสร้างถวายโดย คุณบุญมา คุณไพเราะห์ พึ่งทอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐


๙. อาคารกาญจนภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี
เป็นอาคารเรียน ๓ ชั้น เป็นที่ตั้งสำนักงานของวัด และที่ศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์เปิดอาคารกาญจนภิเษก เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดเยี่ยมและปลูกต้นสาละ ต้นกฤษณาไว้เป็นที่ระลึกหน้าโรงเรียน


๑๐. หอกิตติคุณ
ฉลองชนมายุ ๘๐ ปี พระธรรมดิลก(จันทร์ กุสโล) เป็นอาคารที่คณะศิษยานุศิษย์จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ รวบรวมเกียรติประวัติ สัญญาบัตร พัดยศของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธรรมดิลก ได้รับการอุปถัมภ์จาก คุณบุญมา คุณไพเราะห์ พึ่งทอง สิ้นทุนทรัพย์ทั้งสิ้น ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท


ปูชนียวัตถุสำคัญภายในวัด คือ
พระสยัมภูโลกนาถ พระประธานพระอุโบสถ ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๒๕ เมตร สูง ๒.๑๕ เมตร หล่อด้วยโลหะทองเหลือง ศิลปสมัยสุโขทัย ลงรักปิดทอง
พระพุทธปฏิมามหาธัชชัยฯ หรือ หลวงพ่อโต วัดป่าฯ ขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๑๐ เมตร สูง ๒.๘๕ เมตร ศิลปสมัยเชียงแสน หล่อด้วยโลหะทองเหลืองลงปิดทอง
พระพุทธการุญกิตติคุณขจร พระประธานในพระบรมธาตุเจดีย์ ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๗๕ เมตร สูง ๒.๘๕ เมตร หล่อด้วยโลหะ ลงรักปิดทอง พร้อมพระสาวกโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร
พระเจ้าทันใจ ก่อด้วยอิฐถือปูน ขนาดหน้าตัก ๑.๐๐ เมตร ลงรักปิดทอง ศิลปเชียงแสน สิงห์ ๓
พระบรมสารีริกธาตุพระราชทาน ประดิษฐานที่พระธาตุเจดีย์พระพุทธบาทสี่รอย
รอยพระบาทสี่รอยจำลอง เป็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระพุทธกกุสันโธ. พระพุทธโกนาคมโน, พระพุทธกัสสโป และพระพุทธโคตโม
ผอบทองคำ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
พระพุทธรูปโบราณบรรจุไว้ที่พระบรมธาตุเจดีย์
งาช้างโบราณ ๑ คู่
 

Back to Top

 

-

 

 

 

วัดป่าดาราภิรมย์ ได้รับการอุปถัมภ์บำรุง           

จากพุทธศาสนิกชนทั้งใกล้ และไกลด้วยดีมาตลอด นับตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมาจนปัจจุบัน เป็นเหตุให้วัดป่าดาราภิรมย์เจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ ที่สำคัญก็คือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ทรงตัดลูกนิมิตอุโบสถวัดป่าดาราภิรมย์ เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓ ทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธยในแผ่นหินอ่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงปลูกต้นบุนนาค สมเด็จพระเทพฯ ทรงปลูกต้นพิกุล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ทรงปลูกต้นไทร ไว้เป็นที่ระลึกด้วย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชศรัทธาบริจาคทรัพย์ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท บำรุงอาราม ทางวัดได้นำปัจจัยส่วนนี้ตั้งเป็นทุนมูลนิธิพระราชศรัทธาวัดป่าดาราภิรมย์ ชักชวนประชาชนร่วมสมทบทุนโดยเสด็จพระราชกุศลสำหรับบำรุงอาราม
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามบรมราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระราชทาน ณ พระธาตุเจดีย์พระพุทธบาทสี่รอย เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๓
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดศูนย์ศึกษาพัฒนาชนบท อาคาร ซี.ฟริส. เยสเปอร์เซ่น มูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท วัดป่าดาราภิรมย์ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (จวน อุฎฐายีมหาเถร) วัดมกุฎกษัตริยาราม เสด็จทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อุโบสถวัดป่าดาราภิรมย์ เมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๐ ในการนี้มีพระมหาเถระตามเสด็จหลายรูป อาทิ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วาสนมหาเถร) วัดราชบพิธ, สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธรมหาเถร) วัดพระศรีมหาธาตุ, พระสาสนโสภณ (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นต้น
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสนมหาเถร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เสด็จทรงประกอบพิธี เจริญชัยมงคลคาถา ในการประกอบพิธีผูกพัทธสีมาตัดลูกนิมิตอุโบสถ เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓ นอกจากนั้นยังเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ในการสำราญพระอิริยาบถ เสวยภัตตาหารเพล อีกหลายครั้ง
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒนมหาเถร) วัดบวรนิเวศวิหาร แต่ครั้งยังทรงดำรงพระสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระญาณสังวรก็เสด็จเยี่ยมวัดป่าดาราภิรมย์หลายครั้ง ทรงวางศิลาฤกษ์พระธาตุเจดีย์ ทรงยกฉัตรพระธาตุเจดีย์ เสด็จประทับแรม เป็นต้น ตลอดจนทรงประทานพระอุปถัมภ์แก่วัดป่าดาราภิรมย์โดยเอนกประการ นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง
พระมหาเถระทั้งฝ่ายคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ รูปสำคัญหลายรูป ตลอดจน ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี, องคมนตรี รวมไปถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ให้ความสนใจเยี่ยมเยียนวัด ตลอดจนให้การอุปถัมภ์ ทั้งนี้ นับว่าเป็นสิริมงคลแก่วัดป่าดาราภิรมย์ และพุทธศาสนิกชนชาวเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง
 

Back to Top

 

 

-

 

 

 

เกียรติคุณที่ได้รับ

Back to Top

 

-

 

 

 

พระอารามหลวงในจังหวัดเชียงใหม่ มี ๗ พระอาราม ดังนี้
๑. วัดพระสิงห์ พระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดมหาวรวิหาร ได้รับพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๓
๒. วัดพระธาตุดอยสุเทพ พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ได้รับพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖
๓. วัดเจดีย์หลวง พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ได้รับพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็นพระอารามหลวง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๑
๔. วัดพระธาตุศรีจอมทอง อำเภอจอมทอง พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ได้ รับพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็นพระอารามหลวง เมื่อ
๕. วัดสวนดอก พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ได้รับพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็นพระอารามหลวง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๓
๖. วัดท่าตอน อำเภอแม่อาย พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ได้รับพระบรม
ราชานุญาตสถาปนาเป็นพระอารามหลวง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๔
๗. วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ได้รับพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒
 

วัดป่าดาราภิรมย์
พระอารามหลวงแห่งที่ ๗ ของจังหวัดเชียงใหม่


นับว่าเป็นที่ปลาบปลื้ม และเป็นสิริมงคลแก่พุทธศาสนิกชนชาวเชียงใหม่อย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดป่าดาราภิรมย์ ต.ริมใต้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ในปีฉลองพระชนมายุครบ ๖ รอบ โดยโปรดเกล้าฯพระราชทานเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๓ นับว่าเป็นพระอารามหลวงแห่งที่ ๗ ของจังหวัดเชียงใหม่
คำว่า วัดหลวง ในความเข้าใจของคนทั่วไปก็คือ วัดที่พระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์ แต่คำจำกัดความของวัดหลวงในปัจจุบันมีความหมายกว้างไปกว่านั้น เพราะวัดที่ราษฎรสร้างหรือที่เรียกว่า วัดราษฎร์ ก็สามารถยกระดับขึ้นเป็นวัดหลวงได้ ทั้งนี้เนื่องจากเคยมีประเพณีปฏิบัติมาแต่เดิมที่เจ้านายข้าราชบริพารหรือประชาชนสร้างวัดถวายและพระมหากษัตริย์ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง รัฐบาลเล็งเห็นว่าการยกฐานะวัดราษฎร์ขึ้นเป็นวัดหลวง เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเชิดชูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง จึงได้กำหนดให้วัดที่สมควรได้รับเกียรติยกย่องเป็นพิเศษ ขอพระราชทานยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงได้ โดยออกเป็นระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘
คำว่า วัดหลวง หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า พระอารามหลวง ในปัจจุบันนี้จึงหมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราชทรงสร้างและปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ก็ดี พระราชทานเพื่อเป็นเกียรติยศแก่ผู้ต่ำศักดิ์ลงมา หรือแก่วัดเองก็ดี มีอยู่จำนวนหนึ่งที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารผู้ใหญ่ ทรงสร้างหรือสร้างขึ้นหรือทรงโปรดให้ปฏิสังขรณ์และสร้างขึ้น แล้วน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระอารามหลวง รวมทั้งวัดที่ประชาชนสร้างหรือปฏิสังขรณ์และทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวงด้วย
การพิจารณาว่าวัดใดสมควรได้รับเกียรติยกย่องขึ้นเป็นวัดหลวงนั้น มีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการขอยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พ.ศ.๒๕๑๘ (ข้อ ๓) ว่า วัดที่สมควรยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงนอกจากเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช หรือพระบรมวงศ์ทรงปฏิสังขรณ์ หรือทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือเป็นวัดที่รัฐบาลสร้างถวาย ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้
๓.๑ เป็นวัดที่เป็นหลักฐาน โดยมีเสนาสนะถาวรหรือมีปูชนียวัตถุที่เป็นโบราณสถาน หรือโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ
๓.๒ เป็นวัดที่มีการปกครองเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการศึกษาและการเผยแพร่พระพุทธ ศาสนาที่เป็นหลักฐาน
๓.๓ เป็นวัดที่มีการพัฒนาและมีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน
๓.๔ มีพระสงฆ์จำพรรษาตั้งแต่ ๒๐ รูปขึ้นไปติดต่อกันเป็นเวลา ๕ ปีถึงปีปัจจุบัน
๓.๕ เป็นวัดสำคัญของท้องถิ่น หรือเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของทางราชการเป็นประจำ หรือเป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์
๓.๖ ต้องมีอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป
ซึ่งเมื่อพิจารณาเห็นว่าเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ก็จะมีการรายงานและขอความเห็นชอบตามลำดับ (ตามข้อ ๔) โดยนายอำเภอ เจ้าคณะอำเภอ เป็นผู้พิจารณาและรายงานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมประวัติวัด แผนที่แสดงที่ตั้งวัด แผนผังแสดงสิ่งปลูกสร้างและภาพถ่ายถาวรวัตถุของวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเห็นสมควรแล้ว รายงานไปยังกรมการศาสนา เมื่อกรมการศาสนาเห็นสมควรและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าคณะเจ้าสังกัดและเจ้าคณะใหญ่แล้ว รายงานต่อไปยังกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณานำเสนอมหาเถรสมาคม และเมื่อมหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นชอบแล้ว กระทรวงศึกษาธิการก็จะดำเนินการขอพระราชทานยกวัดนั้นเป็นพระอารามหลวงต่อไป
วัดหลวงหรือพระอารามหลวง ยังจัดแบ่งชั้นและชนิดตามลำดับความสำคัญดังนี้
๑. ชั้นเอก ได้แก่ วัดที่มีเจดีย์สถานสำคัญ วัดที่บรรจุพระบรมอัฐิ หรือวัดที่มีเกียรติสูงสุด มี ๓ ชนิด คือ ราชวรมหาวิหาร ราชวรวิหาร และวรมหาวิหาร
๒. ชั้นโท ได้แก่ วัดที่มีเจดีย์สถานสำคัญ หรือวัดที่มีเกียรติ มี ๔ ชนิด คือ
ราชวรมหาวิหาร ราชวรวิหาร วรมหาวิหาร และวรวิหาร
๓. ชั้นตรี ได้แก่ วัดที่มีเกียรติ วัดประจำเมือง หรือวัดสามัญ มี ๓ ชนิด คือ ราชวรวิหารวรวิหาร และสามัญ
 

Back to Top

 

-

 
 


Home | ประวัติ | กิจกรรม | มูลนิธิ (ศพช) | ศูนย์พัฒนาฯ | ข้อมูลการติดต่อ

Requires internet explorer 5.5 and Java Enabled Browser.
For problems or questions regarding this web contact [Email].